สำหรับคืนนี้ (พุธที่ 28 มกราคม 2026) ถือเป็น "คืนนรกแตก" หรือ "คืนชี้ชะตา" ของเทรดเดอร์ทองคำทั่วโลกเลยครับ เพราะมีอีเวนต์ระดับ 5 ดาวที่จะกำหนดทิศทางราคาว่าจะ "ไปต่อ" หรือ "โดนทุบ" อย่างรุนแรง
นี่คือบทวิเคราะห์สำหรับเตรียมรับมือคืนนี้ครับ:
1. ข่าวใหญ่คืนนี้: "การประชุม FED (FOMC)"
คืนนี้เวลา 02:00 น. (ตีสอง) ตามเวลาประเทศไทย จะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และไฮไลต์สำคัญคือเวลา 02:30 น. ที่ประธาน FED (Jerome Powell) จะขึ้นแถลงข่าว
ทำไมถึงสำคัญกว่าข่าวสงคราม?
- Effect: ข่าวสงครามดันราคาทองขึ้นมาสูงแล้ว (Priced-in) แต่สิ่งที่ตลาดกลัวคือ FED จะเอายังไงกับเงินเฟ้อ
- No Dot Plot: รอบนี้ (มกราคม) ปกติจะไม่มีการเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจ (Dot Plot) ทำให้ตลาดต้อง "เดาจากปากคำ" ของ Powell ล้วนๆ กราฟจะเหวี่ยงแรงมากตามคำพูดทีละประโยค
2. วิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenario Analysis): ทุบ หรือ ไปต่อ?
กรณีที่ 1: "โดนทุบ" (Smash Down) 📉
- เงื่อนไข: ถ้า FED บอกว่า "เงินเฟ้อยังสูง สงครามไม่กระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ เราจะตรึงดอกเบี้ยสูงต่อไป" (Hawkish)
- ปฏิกิริยา: ดอลลาร์จะดีดแข็งค่าทันที ทองคำจะถูกเทขายทำกำไร (Sell on Fact) เพราะคนมองว่าไม่มีเหตุผลต้องรีบถือทองเพิ่ม
- เป้าการทุบ: อาจเห็นการร่วงลง 20-30 เหรียญในแท่งเดียวเพื่อเคลียร์ฝั่ง Buy
กรณีที่ 2: "ไปต่อ / ทะลุฟ้า" (Breakout / Go Further) 🚀
- เงื่อนไข: ถ้า FED ส่งสัญญาณ "กังวล" เรื่องสงครามตะวันออกกลาง หรือบอกว่า "พร้อมจะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ" (Dovish)
- ปฏิกิริยา: นี่คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะผสมโรงกับข่าวสงคราม ราคาทองจะดีดทะลุแนวต้านสำคัญทันที เพราะได้แรงหนุนทั้ง "Safe Haven" และ "Low Interest Rate"
- เป้าหมาย: New High ของสัปดาห์
3. คำแนะนำสำหรับคืนนี้ (Action Plan)
ในฐานะที่คุณทำธุรกิจทองคำ (Smart Golds) และเขียนบทความ ผมแนะนำให้จับตาดูช่วงเวลา 02:00 - 03:00 น. เป็นพิเศษ:
- ก่อนตี 2 (20:00 - 01:59): ตลาดมักจะ "เกร็ง" คือวิ่งในกรอบแคบๆ (Sideway) เพื่อรอข่าว อย่าเพิ่งรีบใส่ไม้หนักในช่วงนี้
- ช่วงตี 2 (ข่าวออก): ระวัง "สับขาหลอก" (Fakeout) บ่อยครั้งที่กราฟพุ่งไปทางหนึ่งก่อน 10 นาที แล้วตบกลับไปอีกทางเมื่อเริ่มแถลงข่าว
- กลยุทธ์:
- ถ้าคุณมีกำไรตุนไว้แล้ว แบ่งขายทำกำไรบางส่วน (Scale out) ก่อนข่าวออก เพื่อลดความเสี่ยง
- ถ้าพอร์ตว่าง "ให้นั่งทับมือ" รอให้กราฟเลือกทางชัดเจนหลังตี 3 แล้วค่อยตาม (Follow Trend) ในเช้าวันรุ่งขึ้นจะปลอดภัยกว่าครับ
สรุปสั้นๆ: คืนนี้ FED มีอิทธิพลมากกว่าสงครามชั่วคราว ถ้า FED ไม่พูดเรื่องลดดอกเบี้ย ทองมีโอกาส "ย่อตัว" สูงครับ แต่ถ้าย่อลงมา ก็ยังเป็นโอกาสซื้อสะสม เพราะธีมหลัก (สงคราม) ยังไม่จบครับ
กลไกหลัก: ทำไมสงครามถึงดันราคาทอง? (Core Analysis)
ในการวิเคราะห์ คุณควรแยกแยะปัจจัยขับเคลื่อนออกเป็น 3 ประเด็นหลัก:
- สถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset):
- นี่คือปัจจัยที่เร็วและแรงที่สุด เมื่อเกิดเสียงปืนหรือข่าวการโจมตี นักลงทุนจะเกิดความกลัว (Panic) เทขายสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น) และโยกเงินเข้าสู่ทองคำทันที เพื่อรักษามูลค่าเงินต้น
- ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ (Oil & Inflation Linkage):
- ตะวันออกกลางคือ "ถังน้ำมันของโลก" หากสงครามขยายวงจนกระทบการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน (เช่น บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ) ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น $\rightarrow$ ดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น $\rightarrow$ ทองคำมักจะถูกซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge)
- นโยบายดอกเบี้ย (Monetary Policy Expectation):
- หากสงครามรุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นผลดีต่อทองคำ (เพราะทองคำไม่มีปันผล ถือไว้เฉยๆ จึงน่าสนใจกว่าพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ)
2. โครงสร้างบทความที่แนะนำ (Article Outline)
คุณสามารถนำโครงสร้างนี้ไปขยายความต่อได้เลยครับ:
ชื่อเรื่อง (ตัวอย่าง): เมื่อตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ: วิเคราะห์ทิศทางทองคำ จาก Panic Buy สู่เทรนด์ระยะยาว
ส่วนนำ (Introduction):
- เกริ่นถึงสถานการณ์ปัจจุบัน (Update สั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น).
- ระบุว่าทองคำตอบสนองอย่างไรในเบื้องต้น (เช่น พุ่งขึ้นทันที XXX ดอลลาร์).
เนื้อหาหลัก (Body):
- The War Premium: อธิบายว่าราคาที่พุ่งขึ้นมาส่วนหนึ่งคือ "ค่าความเสี่ยงจากสงคราม" ซึ่งมักจะมาไวไปไว ถ้าสถานการณ์ไม่บานปลาย.
- The Escalation Risk: วิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenarios)
- กรณีจำกัดวง: ทองคำอาจพุ่งระยะสั้นแล้วย่อตัว (Buy the rumor, sell the fact).
- กรณีขยายวง (อิหร่าน/สหรัฐฯ เข้าร่วมเต็มตัว): ทองคำมีโอกาสทำ New High ต่อเนื่อง เพราะกระทบ Supply chain โลก.
- ปัจจัยแทรกซ้อน: ค่าเงินดอลลาร์ (USD) เพราะบางครั้งเมื่อเกิดวิกฤต คนก็แห่ถือดอลลาร์ด้วย ทำให้ทองอาจขึ้นไม่แรงเท่าที่คิดในบางจังหวะ.
บทสรุป (Conclusion):
- สรุปมุมมองว่าทองคำยังเป็น "หลุมหลบภัย" ที่ดีที่สุดในยามสงคราม แต่ต้องระวังความผันผวนหากเหตุการณ์สงบลงอย่างรวดเร็ว.
แนวโน้มช่วงที่เหลือของสัปดาห์: "วัดใจแรงซื้อ กับ ข่าวสงคราม"
สำหรับสัปดาห์นี้ ทิศทางของทองคำจะขึ้นอยู่กับว่าข่าวสงครามจะสามารถ "หล่อเลี้ยงความกลัว" ได้ต่อเนื่องหรือไม่ โดยแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ได้ดังนี้ครับ:
1. กรณีข่าวเงียบ (Sideway / Correction)
ธรรมชาติของ "War Panic" คือมาเร็วและแรง แต่ถ้าผ่านไป 2-3 วันแล้วไม่มีเหตุการณ์ปะทุใหม่ๆ (เช่น การโจมตีระลอกใหม่ หรือ ประเทศมหาอำนาจประกาศเข้าร่วม) นักลงทุนระยะสั้นมักจะ "ขายทำกำไร" (Profit Taking)
- แนวโน้ม: ราคาทองอาจย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ เพื่อปรับฐาน (Correction) ก่อนจะเลือกทางอีกครั้ง
- คำแนะนำในบทความ: เตือนผู้อ่านว่า หากสถานการณ์เริ่มนิ่ง การไล่ราคา (Chase Buy) ในช่วงกลางสัปดาห์มีความเสี่ยงสูง อาจรอจังหวะย่อซื้อตามแนวรับสำคัญแทน
2. กรณีข่าวปะทุ (New High / Breakout)
หากมีข่าว "Surprise" ระหว่างสัปดาห์ เช่น การปิดน่านฟ้า การโจมตีเรือขนส่งน้ำมัน หรือท่าทีที่แข็งกร้าวจากฝั่งสหรัฐฯ
- แนวโน้ม: ทองคำจะดีดตัวแรงและเร็ว (Panic Buy) โดยมักจะไม่สนใจสัญญาณทางเทคนิค (Overbought ก็ไปต่อได้)
- คำแนะนำในบทความ: เน้นย้ำเรื่องการถือครอง (Let Profit Run) สำหรับคนที่มีของอยู่แล้ว แต่สำหรับคนมือว่าง ต้องระวังความผันผวนรุนแรง (Volatility)
ปัจจัยแทรกซ้อนที่ต้องระวังในสัปดาห์นี้ (Economic Calendar)
นอกจากเรื่องสงคราม ในช่วงปลายเดือนมกราคมมักจะมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือการประชุม FED (FOMC) เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
- หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมา "ดีเกินคาด" $\rightarrow$ ดอลลาร์แข็ง $\rightarrow$ ทองอาจถูกกดดันให้ย่อตัวลง แม้จะมีข่าวสงครามก็ตาม
- ในบทความ: ควรเขียนดักทางไว้ว่า "แม้สงครามจะหนุนทอง แต่ห้ามละเลยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะอาจเป็นตัวฉุดราคาในระยะสั้นได้"
สรุปมุมมองเพื่อปิดท้ายบทความ
สำหรับสัปดาห์นี้ ทองคำยังอยู่ในเทรนด์ "ขาขึ้นที่เปราะบาง" (Fragile Bullish) คือพร้อมขึ้นต่อได้ทุกเมื่อที่มีข่าวร้าย แต่ก็พร้อมเทขายทันทีที่ข่าวสงบ
- กลยุทธ์ที่แนะนำผู้อ่าน: เน้นการเทรดแบบ "Hit & Run" (เก็งกำไรระยะสั้น) หรือรอสะสมเมื่อราคาย่อตัว ไม่แนะนำให้ทุ่มหมดหน้าตัก (All-in) ที่ยอดดอยครับ
Jo Smart Golds
